ยารักษาโรคหัวใจ
วันที่ 4 มิถุนายน 2551 เวลา 7:35 น.
ยารักษาโรคหัวใจที่แพทย์มักจะสั่งให้ผู้ป่วยบ่อยๆ ได้แก่
ยาต้านเกร็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด
ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยา Aspirin, Ticlopidine (Ticlid) Clopidogrel,Plavix และ Warfarin ยากลุ่มนี้มีผลทำให้เลือดเข็งตัวช้า การรับประทานยาประเภทนี้ เช่น Aspirin ควรรับประทานหลังอาหารทันที ถ้ารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว เกิดอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระดำ ให้หยุดการรับประทานยากลุ่มนี้ แล้วไปพบแพทย์ทันที หรือให้รับประทานยาเคลือบ-ลดกรด ในกระเพาะอาหารไปก่อน สำหรับยาละลายลิ่มเลือด เช่น ยา Warfarin ให้รับประทานก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหารหรือปฏิกิริยากับยาตัวอื่นๆ กล่าวคือ ผักใบเขียวซึ่งมีวิตามินเค จะต้านฤทธิ์ยาทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ และยาบางตัวที่ออกฤทธิ์ผ่านตับจะทำให้ฤทธิ์ของยากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น จนมีเลือดออกผิดปกติได้ เช่น ยาปฏิชีวนะบางประเภท (ยา Erythromycin) เมื่อท่านรับประทานยากลุ่มนี้อยู่ แล้วต้องไปถอนฟัน หรือ ต้องผ่าตัด ต้องหยุดรับประทานยากลุ่มนี้ก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ และหลังผ่าตัดหรือถอนฟันแล้วแผลติดดี ให้เริ่มรับประทานยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือดได้ภายใน 48 ชั่วโมง แต่แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาทุกครั้ง
ยากลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ ต้องรับประทานยากลุ่มนี้ไปตลอดชีวิต ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ดังนั้นขณะที่รับประทานยาอยู่ แล้วเกิดมีจ้ำเลือดขึ้นตามตัว ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อุจจาระมีสีดำ ให้หยุดรับประทานยาและไปพบแพทย์ทันที
ยาควบคุมหรือยาลดความดันโลหิต
ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง เมื่อได้รับยาในกลุ่มดังกล่าว ควรรับประทานยาให้ตรงตามเวลา เช่น รับประทานเวลาเช้า ให้รับประทาน ในช่วงเวลา 07.00-08.00 น. เพราะเป็นเวลาที่มีความดันโลหิตสูง ถ้าท่านรับประทานยาแล้วมีอาการเวียนศีรษะ อาจเกิดจากความดันโลหิตสูง แล้วลดลงมากเกินไป ให้นอนราบพักสักครู่ วัดความดันโลหิตในช่วงนั้น แล้วไปพบแพทย์เพื่อปรับยา
ยาลดความดันโลหิตบางตัว รับประทานแล้วเกิดอาการไอได้ ซึ่งยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยแถบทวีปเอเชีย มีอาการไอได้ประมาณ 20% หลังจากหยุดรับประทานประมาณ 5 วัน อาการไอจะหายไปได้ ดังนั้น ถ้าท่านรับประทานยาลดความดันโลหิต แล้วเกิดอาการไอให้บอกแพทย์ได้รับทราบ ยาลดความดันโลหิตบางตัว ทำให้เกิดอาการบวมได้ เนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว อาการบวมจะเกิดตอนเย็น เนื่องจากตลอดวันต้องเดินหรือยืนนานๆ เมื่อท่านได้ยกเท้าสูงอาการบวม ก็จะลดลงและจะดีขึ้นเอง แต่ถ้ามีอาการบวมต้องไปพบแพทย์
ยาลดความดันโลหิตบางตัว ทำให้หัวใจเต้นช้าลง มีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ ยาบางตัวจะทำให้ปัสสาวะบ่อยเพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ การใช้ยาลดความดันโลหิตร่วมกับยาประเภท เช่น ยารักษาต่อมลูกหมากโต จะทำให้ความดันโลหิตต่ำลงมาก มีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ เนื่องจากยารักษาต่อมลูกหมากโตมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตด้วย
ยาขยายหลอดเลือด
ยากลุ่ม Nitrate ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาขยายหลอดเลือดหัวใจ มีหลายรูปแบบ กล่าวคือ เป็นยารับประทานก่อนอาหาร และยาอมและยาสเปรย์ใต้ลิ้น เมื่อท่านได้รับประทานยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะบริเวณขมับ 2 ข้าง ลักษณะปวดตุบๆ เมื่อมีอาการดังกล่าวให้รับประทานยาพาราเซตตามอล 2 เม็ด และอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้น 1-2 สัปดาห์ หลังได้รับยาจากนั้นอาการจะค่อยๆ ลดลงจนหายเป็นปกติ สำหรับท่านที่ยังมีอาการปวดศีรษะมากอยู่ ให้หยุดการรับประทานยาแล้วมาพบแพทย์ผู้ดูแลสำหรับยาและยาสเปรย์ใต้ลิ้น เมื่อมีอาการแน่นหน้าอกนั้นควรจะนั่งพิงแล้วอมยาเป็นยาสเปรย์ใต้ลิ้น เนื่องจากผู้ป่วยบางรายที่ไวต่อฤทธิ์ยาจะมีอาการเป็นลมหมดสติ ซึ่งเกิดจากความดันโลหิตที่ลดต่ำลงหลังได้รับยา ถ้าท่านมีอาการวูบแต่ไม่หมดสติให้นอนราบประมาณ 5-10 นาที อาการจะดีขึ้น
ยาขับปัสสาวะ
ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะทำให้ผู้ป่วยเสียน้ำและเกลือแร่ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เป็นตะคริว และมีหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ สำหรับในรายที่ได้รับยาขนาดค่อนข้างสูงหรือในผู้ป่วยสูงอายุ ถ้าท่านมีอาการดังกล่าวให้หยุดรับประทานยาขับปัสสาวะ และพบแพทย์
ยาควบคุมระดับไขมันในเลือด
ยากลุ่มนี้มี 3 ประเภท คือ
Statin เป็นยาที่ใช้รักษาภาวะโคเลสเตอรอลสูง ซึ่งถูกนำมาใช้เมื่อ 17-18 ปี มาแล้ว ในท้องตลาดจะมีอยู่ประมาณ 4 ตัว ได้แก่ Simva, Atrova, Prava, Posuva ยากลุ่มดังกล่าว มีอากาข้างเคียง ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อตามตัว ในบางรายทำให้เกิดภาวะตับอักเสบและไตวายได้ซึ่งพบได้น้อย ถ้าท่านรับประทานยาดังกล่าวแล้วมีอาการปวดน่อง อ่อนเพลีย ต้องรายงานให้แพทย์ที่ดูแลรักษาทราบ เพื่อตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต enzymes กล้ามเนื้อ ท่านสามารถหยุดยาได้ถ้าเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ หลังหยุดยาอาการดังกล่าวจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์
Fibrate เป็นยารักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ถ้าใช้เพียงตัวเดียวจะไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่ถ้าใช้ร่วมมือกับ Statin จะเกิดภาวะตับอักเสบได้มากขึ้น ดังนั้น ถ้าท่านใช้ยาทั้ง 2 ชนิด ร่วมกันต้องเจาะเลือดดูการทำงานของตับและไตภายใน 3 เดือน
Ezetimibe เป็นยาที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับ Statin แต่มีข้อดีกว่าตรงที่ไม่มีภาวะตับอักเสบเหมือนกับใช้ Statin หรือใช้กับผู้ป่วยที่มีโรคตับได้
อย่างไรก็ตาม ยาที่ควบคุมไขมันในเลือด เป็นยาที่มีความสำคัญในการรักษาโรคหัวใจเนื่องจากมีหลักฐานว่าด้วยตัวยามีฤทธิ์ควบคุมไขมันในเลือด และลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจซ้ำขึ้นอีก
ยารักษาหรือควบคุมการเต้นของหัวใจ
ไม่ให้เต้นเร็วไป หรือผิดจังหวะ ผิดปกติ ยาในกลุ่มนี้มีแพทย์สั่งใช้บ่อย คือ Lanoxin ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ
- เม็ดสีขาว มีขนาด 0.25 mg.
- เม็ดสีฟ้า มีขนาด 0-0625 mg.
ในผู้ป่วยที่สูงอายุมีโรคไตร่วมด้วย จะให้ขนาดต่ำ ยาดังกล่าวจะทำให้หัวใจเต้นช้าลงแต่แรงขึ้นถ้ากินยาแล้วมีอาการหัวใจเต้นช้า เต้นกระตุก คลื่นไส้ อาเจียน ตาลายคล้ายเป็นลม ให้หยุดยาแล้วไปพบแพทย์
ยาตัวอื่นๆจะไม่กล่าวไว้ในที่นี้ ยารักษาโรคหัวใจเป็นยาที่จำเป็นในผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีข้อบ่งชี้ในการให้ยา เมื่อท่านมีอาการดีขึ้น แพทย์ผู้รักษาจะปรับขนาดยาให้เหลือน้อยเพื่อควบคุมอาหาร ดังนั้น เมื่อท่านรับประทานยาแล้วมีอาการดีขึ้นก็ไม่ต้องหยุดยาเอง แต่ถ้ามีปัญหาดังกล่าวข้างต้นจากยาให้หยุดยาและไปพบแพทย์