ประสบการณ์พยาบาล: ยังยิ้มได้

อังคณา จิตยาภาตุ

หลายๆคนในวิชาชีพพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลต่างจังหวัด คงมีความคิดเดียวกับฉันว่าการส่งต่อผู้ป่วย ไปยังโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า หรือที่พวกเรารู้จักกันดีว่าการ Refer นั้นเป็นอะไรที่เครียดและกดดัน ฉันไม่ได้หมายถึงเฉพาะพยาบาลเท่านั้น แต่ความเครียดและความกดดันนี้ ครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการส่งต่อผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง ญาติ คนขับรถ และพยาบาลอย่างฉันที่มีหน้าที่ ดูแลผู้ป่วยในระหว่างการเดินทาง

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เป็นพยาบาลมา ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะไม่กังวลในการส่งต่อผู้ป่วย แต่ฉันก็ถือว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการส่งต่อผู้ป่วยนั้นมันเป็นอะไรที่ท้าทาย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมานี้ ฉันขึ้นปฎิบัติงานในเวรเช้า วันนี้เป็นอีกวันทำงานที่แสนเหนื่อยโดยฉันมีได้รับมอบหมายให้ไปส่งต่อผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน

ผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้ชาย มีอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มาเข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยของฉัน ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2551 ผู้ป่วยรู้สึกตัวดีตลอดเวลา แต่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ค่อนข้างน่ากลัว และเป็นอยู่ตลอดเวลา ฉันเป็นคนรับผู้ป่วยรายนี้เองตั้งแต่วันแรก เฝ้าดูอาการของผู้ป่วยรายนี้ทุกครั้งที่ขึ้นเวร การรักษาสำหรับผู้ป่วยรายนี้ที่สำคัญก็คือการกระตุกหัวใจ การกระตุกหัวใจในรายที่ผู้ป่วยรู้สึกตัวจะเจ็บมาก แต่ก็มีความสำคัญในการรักษาชีวิตผู้ป่วย วันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้าผู้ป่วยมีอาการเกือบตลอดเวลา จนแพทย์ต้องตัดสินใจส่งต่อไปรพ.สุราษฎร์ธานี การเดินทางใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะตลอดทาง ฉันกับพี่หัวหน้าหอผู้ป่วย ต้องช่วยผู้ป่วยกันไปตลอดทาง ฉันภาวนาไปตลอดทางขอให้ไปถึงอย่างปลอดภัย ในที่สุดพวกเราก็สามารถนำผู้ป่วยไปถึงที่หมาย แต่ก็ดันมาเกิดเหตุการณ์ระหว่างที่รอเข้าตึก CCU ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นบนเปล ต้องทำ CPR เกือบ 15 นาที ในวินาทีนั้นฉันคิดอย่างเดียว ว่าขอให้รอดทีเถอะ ฉันพูดกับผู้ป่วยตลอดว่า “ ลุง ลุง ถึงมือหมอแล้วนะ ตื่นสิ” ในที่สุดผู้ป่วยก็รอด พวกเราดีใจกับผู้ป่วย ด้วย รู้สึกเหนื่อยมาก แขนขาไม่มีแรง กล้ามเนื้อเต้นระริก พวกเราจากมาและหวังว่าหมอคงช่วยผู้ป่วยรายนี้ได้ ขอให้รอดกลับบ้านนะลุง

ฉันได้ข้อคิดหลายอย่างจากการส่งผู้ป่วยรายนี้ว่า หัวใจคนเรามันก็เป็นแค่ก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง มันเต้นได้มันก็หยุดเต้นได้ ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจตายแล้ว มันสามารถหยุดเต้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นการที่มีอุปกรณ์ที่พร้อม และทันสมัย จะสามารถช่วยเราได้มากในการส่งผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สภาพของรถพยาบาลที่เก่าหรือชำรุดก็มีส่วนในการนำมาซึ่งภาวะวิกฤตได้เสมอ การประเมินผู้ป่วยโดยเฉพาะโรคหัวใจต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำ เราไม่ควรจะนำผู้ป่วยลงจากรถจนกว่าสถานที่นั้นจะพร้อมจริงๆ และที่สำคัญบุคคลากรต้องมีคุณภาพด้วย วันนั้นพวกเราเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ แต่ก็ยังยิ้มได้ และภูมิใจที่สามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ได้อีกคน

จีราวัณย์ เสวกวงศ์

เนื้อหาข้างบนนี้เป็นความรู้สึก ส่วนหนึ่งของน้องพยาบาลที่ทำงานร่วมกับเรา ตลอดเวลาที่เราทำงานกับผู้ป่วยวิกฤต ถามว่าเจออะไรบ้าง ขอตอบว่าเจอมาหลายรูปแบบ เราต้องทำงานแข่งกับเวลา ทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วย ซึ่งเมื่อมาถึงมือเราเขาก็อยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว บางครั้งก็มีความเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ แต่ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ เพื่อให้ผู้ป่วยที่หวังมาพึ่งเรา สามารถรอดชีวิตกลับบ้านได้ แต่บางครั้งมันก็เป็นอะไรที่เหนือความสามารถที่เราจะทำได้ เหนื่อยนะกับการที่ต้องช่วยชีวิตคนๆหนึ่งไว้ แต่พวกเราก็ภาคภูมิใจเมื่อผลลัพธ์ที่เราได้ช่วยไปแล้วกลับคืนมา ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

ผู้ป่วยรายนี้ตั้งแต่แรกรับ เราก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ว่า เรายังไม่มีศักยภาพที่จะสามารถที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยรายนี้ได้ จึงได้พยายามติดต่อโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯให้ แต่ความหวังก็แทบจะไม่มี เนื่องจากไม่มีการติดต่อกลับ จนกระทั่งเช้าวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ผู้ป่วยรายนี้ EKG เป็น VF, VT ตลอดเวลา ต้องทำการกระตุ้นหัวใจด้วยการใช้เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า (Defibrillator) สลับกับ Cardioverter ตลอดเวลา ตั้งแต่เวรดึกจนกระทั่งเวรเช้าทำไปเกือบ 20 – 30 ครั้ง เราคิดว่ามันคงไม่ไหว ถ้าเรายังต้องทำอยู่อย่างนี้ ผู้ป่วยรายอื่นแทบไม่มีเวลาดู เราเลยให้หมอประจำหอผู้ป่วยฯ ลองติดต่อโรงพยาบาลสุราษฏร์ฯดู เนื่องจากมีศักยภาพเหนือกว่าเรา ต้องโทรไปหลายครั้งมาก จนกระทั่งประมาณ บ่าย 2 โมงกว่าถึงจะเจอตัวหมอและยอมรับ refer โดยทางโรงพยาบาลสุราษฎร์ฯขอให้ไปส่งให้ถึงก่อน 6 โมงเย็น เมื่อได้การตอบรับ Refer เราก็เริ่มดำเนินการติดต่อขอรถพยาบาล โดยเราพยายามติดต่อขอรถคันใหม่จากทาง ER เนื่องจากรถ Refer ปกตินั้นสภาพไม่ค่อยดีนัก ซึ่งก็ต้องขอกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายกว่าจะได้ก็ปาเข้าไป 4 โมงเย็น ต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไฟในรถก็ไม่มี ต้องใช้แบตเตอรี่ แล้วสองชั่วโมงนี่จะพอหรือ ระหว่างทางก็ภาวนาไปตลอดขอให้ไปถึงรอดปลอดภัย ระหว่างอยู่บนรถต้องการกระตุกหัวใจถึง 7 ครั้ง จนกระทั่งไปถึงโรงพยาบาลสุราษฎร์ฯ ก็มีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นอีก อย่างที่น้องพยาบาลกล่าวมาแล้วนั่นเอง ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ตาค้าง เราคิดอย่างเดียวว่าต้องรอด ช่วยกันปั๊มหัวใจกันสุดชีวิต กับน้องยุ้ย และความพยายามของเราก็ไม่เสียเปล่า เราสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยกลับมาได้ และสามารถส่งต่อให้กับโรงพยาบาลสุราษฎร์ฯได้สำเร็จ

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เรานึกถึงทีมฝรั่งที่เขามารับผู้ป่วยที่เราเมื่อสองเดือนก่อน เขาเตรียมพร้อมมาทุกอย่าง แล้วทุกอย่างต้องพร้อมก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องทำ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในครั้งต่อๆไปพร้อมและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทักษะในการช่วยชีวิต และการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ส่วนในเรื่องของอุปกรณ์ที่จำเป็น เราคงต้องนำเสนอผู้บริหารระดับสูงกว่าเรา ซึ่งจะได้หรือไม่ได้นั้นเป็นอะไรที่นอกเหนืออำนาจและการตัดสินใจของเรา หน้าที่ของเราก็คือทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตที่มีคุณภาพต่อไปได้ ภายใต้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด ด้วยหัวใจ สมองและสองมือของพวกเราทุกคน