บริการของเรา
บริการผู้ป่วยนอกเฉพาะโรคหัวใจ (OPD)
หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ (CCU) เปิดให้บริการผู้ป่วยนอกเฉพาะโรคหัวใจชนิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (ACS - Acute coronary syndrome) หรือที่เรียกว่า MI (Myocardial Infarction) เท่านั้น โดยจะเปิดให้บริการเฉพาะวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 7:00 น. ถึง เวลา 12:00 น. โดยผู้ป่วยที่จำหน่ายกลับบ้านจากหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ (CCU), หอผู้ป่วยสามัญ หรือหอผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์จะได้รับการนัดมาตรวจเพื่อติดตามอาการ เปลี่ยนแปลงของโรคทุก รายโดยที่ระยะเวลาการนัดจะต่างกันตามแต่อาการของโรคของแต่ละคน
ผู้ป่วยที่ได้รับในนัดให้มาตรวจติดตามอาการสามารถมายื่นบัตรนัดได้ที่หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ (CCU) ได้โดยตรงถ้าผู้ป่วยคนใดมีนัดให้เจาะเลือดด้วยก็สามารถมาเจาะเลือดได้ที่ หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ (CCU) ได้โดยตรงเช่นเดียวกัน กรณีที่ไม่สามารถมาตามนัดก็สามารถโทรมาเลื่อนนัดได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเลื่อนนัดให้ตามความเหมาะสม
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram / ECHO)
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiography) เป็นการตรวจหัวใจโดยใช้เครื่องมือ ที่มีประสิทธิภาพสูงทำงานโดยอาศัยหลักการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งส่งออกมาจากผลึกแร่ชนิด พิเศษและเมื่อรับสัญญานคลื่นเสียงที่ส่งออกไปนำมาแปรสัญญานเป็นภาพขึ้นจะทำให้สามารถเห็น การทำงานของหัวใจขณะกำลังบีบตัวและคลายตัวและโดยการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยทำให้เรา สามารถเห็นการไหลเวียนของเลือดผ่านช่องหัวใจห้องต่างๆเป็นภาพสีและเห็นการทำงานปิด-เปิด ของลิ้นหัวใจทั้งสี่ลิ้นได้หลักการทำงาน
คลื่นเสียงความถี่สูงจะถูกส่งผ่านออกจากหัวตรวจที่เราเรียกว่า Transducer ส่งไปที่หัวใจทำให้เกิด คลื่นเสียงสะท้อนกลับเรียกว่า echo และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางของคลื่นเสียงสะท้อนกลับจะ แปรเปลี่ยนตามระยะทางที่ใช้ซึ่งก็คือระยะห่างของโครงสร้างต่างๆในหัวใจนั่นเองแล้วคอมพิวเตอร์ ในเครื่องจะทำการประมวลผลแปลสัญญาณออกมาเป็นภาพ
ความถี่ที่ใช้ในการทำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงประมาณ 2-10 MHz แต่ที่ใช้บ่อยที่สุดคือประมาณ 2.5-5MHz ซึ่งจะเห็นว่าเป็นย่านความถี่สูงกว่าความถี่เสียงที่คนเราได้ยินคือ 2-18KHz
การใช้ความถี่ต่างกันจะมีผลต่อความละเอียดของภาพและความสามารถในการส่งผ่านทะลุเข้าไปใน เนื้อเยื่อกล่าวคือคลื่นความถี่ที่สูงกว่าจะให้ความละเอียดของภาพได้มากกว่าแต่ความสามารถในการ ทะลุเข้าเนื้อเยื่อจะได้น้อยกว่ายกตัวอย่างเช่นถ้าใช้คลื่นความถี่ 5MHz จะสามารถเห็นรายละเอียด ของภาพได้ถึง 2มิลลิเมตรขณะที่คลื่นความถี่ 3MHz จะเห็นรายละเอียดของภาพได้ในระดับ 3 มิลลิเมตร แต่ขณะเดียวกันถ้าผู้ป่วยที่มีลักษณะอ้วนหรือตัวใหญ่คลื่นที่มีความถี่สูงซึ่งทะลุเข้า เนี้อเยื่อได้น้อยกว่าคลื่นความถี่ต่ำกว่าก็อาจจะไม่สามารถมองเห็นภาพบางส่วนที่อยู่ลึกๆได้
ประโยชน์ของการตรวจ
ทำให้ได้ข้อมูลขนาดของหัวใจห้องต่างๆวัดเปอร์เซนต์การบีบตัวของหัวใจวัดความเร็วและแรงดันที่ จุดต่างๆในหัวใจสามารถตรวจวิเคราะห์โรคหัวใจชนิดต่างๆ ได้แก่
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อห้วใจตายพร้อมสามารถบอกตำแหน่งของส่วน กล้ามเนื้อหัวใจที่ตายได้รวมทั้งสามารถวัดแรงบีบตัวของหัวใจได้ตลอดจนหน้าที่การคลายตัว ของหัวใจ
- โรคลิ้นหัวใจผิดปกติทั้งชนิดลิ้นหัวใจรั่ว และตีบซึ่งสามารถบอกความรุนแรงของการตีบ และรั่วได้ ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการใช้ประเมิน ความรุนแรงก่อน พิจารณาทำการผ่าตัด ในรายที่เป็นมาก ทั้งสามารถบอกสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจ บางชนิดได้
- โรคที่เกี่ยวกับเยี่อหุ้มหัวใจ เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งนอกจากจะใช้บอกความรุนแรงของโรคแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการบอกตำแหน่งที่จะใช้ เจาะดูดน้ำออกทำให้สามารถใช้เป็นทั้งการวินิจฉัยโดยส่งน้ำที่ดูดได้ไปวิเคราะห์ ทางห้องปฏิบัติการและใช้เป็นการรักษาในรายที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจเป็นจำนวนมากมี การบีบรัดการทำงานของหัวใจ
นอกจากนี้ การตรวจด้วยเครื่องมือนี้ ยังสามารถ ใช้ประเมินอัตราเสี่ยงของผู้ป่วยโรคหัวใจ ในกรณีที่จำเป็น ต้องเข้ารับการผ่าตัดโรค ที่เกี่ยวกับอวัยวะอื่น ที่ไม่ใช่หัวใจด้วย
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography / ECG)
การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่เคยเป็นมาก่อน หรือวินิจฉัยโรคหลอดเลือดแดงหัวใจตีบตันที่เป็นมากขึ้นได้ การตรวจนี้ทำได้ง่าย ไม่เสี่ยง เป็นการตรวจจับกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากหัวใจ หัวใจคนเราเป็นอวัยวะที่ประกอบไปด้วยส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแรง ทำงานตลอดชีวิตไม่ มีวัน เวลา หยุดพัก การที่กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานบีบตัวได้นั้น จะต้องอาศัยไฟฟ้ากระตุ้น ซี่งไฟฟ้านี้ก็มาจากหัวใจเอง โดยจะปล่อยไฟฟ้าออกมาเป็นจังหวะ จากหัวใจห้องบนขวา ลงมายังหัวใจห้องล่าง ขณะที่ไฟฟ้าผ่านกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจจะเกิดการหดตัว และตามมาด้วยการคลายตัว หัวใจจึงบีบตัวไล่เลือดจากห้องบน มายังห้องล่าง อย่างสัมพันธ์กัน เมื่อเรานำเอาตัวจับสัญญาณ ไฟฟ้า (electrode) มาวางไว้ที่หน้าอก ใกล้หัวใจ เราก็สามารถบันทึกไฟฟ้าที่ออกจากหัวใจนี้ได้
ประโยชน์ของการตรวจ EKG
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจบอกให้ ทราบข้อมูลเกี่ยวกับหัวใจ เช่น จังหวะการเต้น ความสม่ำเสมอ การนำไฟฟ้าในหัวใจ ชนิดของ การเต้นผิดจังหวะ หัวใจโตหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจ ตาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความผิดของระดับ เกลือแร่บางชนิดในร่างกาย เป็นต้น ข้อมูลที่ได้มา ก็ต้องนำมาแปลผลอีกครั้ง โดยอาศัยประวัติ การ ตรวจร่างกาย ความชำนาญของแพทย์ จึงจะสรุป อีกครั้งว่าคลื่นไฟฟ้า หัวใจผิดปกติหรือไม่
ความเหมาะสมในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะมีประโยชน์ ในกรณีที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ใจสั่น เจ็บหน้าอก ในกรณี ที่อายุน้อย ไม่มีอาการผิดปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะไม่มีประโยชน์ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจควรตรวจ ในกรณีที่อายุมากกว่า 40 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ไขมันในเส้นเลือดสูง สูบบุหรี่ เบาหวาน แม้ว่า จะไม่มีอาการของโรคหัวใจ แต่สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจทั้งสิ้น จึงควรที่จะรับการตรวจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อเก็บการตรวจไว้เปรียบเทียบกันในอนาคต หรือในกรณีที่มีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น เจ็บ หน้าอก เหนื่อยง่าย หรือตรวจพบความดันโลหิตสูง ลิ้นหัวใจรั่ว ควรได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทันที ดังนั้น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจึงมีความจำเป็นในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และ มีอาการ ผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจในเวลานั้น ส่วนคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีปัญหาต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ จึงอาจไม่จำเป็นต้องตรวจ และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน